Archives

I just haven’t met you yet….

I’m Not Surprised
Not Everything Lasts
I’ve Broken My Heart So Many Times,
I Stop Keeping Track.
Talk Myself In
I Talk Myself Out
I Get All Worked Up
And Then I Let Myself Down.
I Tried So Very Hard Not To Loose It
I Came Up With A Million Excuses
I Thought I Thought Of Every Possibility
And I Know Someday That It’ll All Turn Out
You’ll Make Me Work So We Can Work To Work It Out
And I Promise You Kid That I’ll Give So Much More Than I Get
I Just Haven’t Met You Yet

I Might Have To Wait
I’ll Never Give Up
I Guess It’s Half Timing
And The Other Half’s Luck
Wherever You Are
Whenever It’s Right
You Come Out Of Nowhere And Into My Life
And I Know That We Can Be So Amazing
And Baby Your Love Is Gonna Change Me
And Now I Can See Every Possibility

And Somehow I Know That It Will All Turn Out
And You’ll Make Me Work So We Can Work To Work It Out
And I Promise You Kid I’ll Give So Much More Than I Get
I Just Haven’t Met You Yet
They Say All’s Fair
And In Love And War
But I Won’t Need To Fight It
We’ll Get It Right
And We’ll Be United
And I Know That We Can Be So Amazing
And Being In Your Life Is Gonna Change Me
And Now I Can See Every Single Possibility

And Someday I Know It’ll All Turn Out
And I’ll Work To Work It Out
Promise You Kid I’ll Give More Than I Get
Than I Get Than I Get Than I Get
Oh You Know It’ll All Turn Out
And You’ll Make Me Work So We Can Work To Work It Out
And I Promise You Kid To Give So Much More Than I Get
Yeah I Just Haven’t Met You Yet
I Just Haven’t Met You Yet
Oh Promise You Kid
To Give So Much More Than I Get
I Said Love Love Love Love Love Love Love …..
I Just Haven’t Met You Yet
Love Love Love …..
I Just Haven’t Met You Yet

 

sing my song

เพื่อนจากเเดนไกลส่งเพลงเนื้อหาโดนมาให้ทาง facebook ดนตรีน่ารัก  น่าชัง   เนื้อหาเพลงโดนใจดี  เเถมมิวสิคนี้หมวกใหญ่สีเเรงได้ใจดีด้วย

 

 

“ยังไม่ตายไม่ต้องเป็นห่วง”

รักได้เเต่เจ็บให้เป็น

รักได้…แต่เจ็บให้เป็น

โดย พระมหาสมปอง ตาลปุตโต

จากหนังสือธรรมะ Delivery

http://www.dhammadelivery.com/story-detail.php?sto_id=218

มีคุณโยมท่านหนึ่งมากราบอาตมาที่วัด และได้ร่วมสนทนาธรรมกันถึงปัญหาความรักว่า เรา

จะรักอย่างไรเพื่อให้รู้จักรักให้เป็น และจะรักอย่างไรเพื่อให้ทั้งใจเรา และใจเขามีความสุขไปพร้อม

ๆ กัน ไม่ว่าความรักนั้นจะสมหวังหรือไม่ก็ตาม

คุณโยมท่านนั้นเปรียบเทียบให้อาตมาฟังว่า รักได้ ก็เหมือนการขับรถได้ แค่เสียบกุญแจเข้า

เกียร์เหยียบคันเร่ง ไม่ต้องสนกฎจราจร อาจเกิดอุบัติเหตุ ตั้งแต่บาดเจ็บไปจนถึงเสียชีวิต

แต่ รักเป็น ก็เหมือนเรารู้ว่ากฎจราจรมีบังคับอย่างไรบ้าง จะแซงขวาต้องเปิดไฟเลี้ยวขอทาง

จะลงสะพานต้องชะลอความเร็ว เพื่อให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ

เช่นเดียวกับความรัก ถ้าเรารู้ว่าความรัก คืออะไร รักอย่างไรให้มีความสุข รักอย่างไรไม่ให้

เป็นพิษย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

รักให้เป็น คือ เราต้องพิจารณาว่า รักแบบไหน รักทำไม แล้วเราจะรักไปในทิศทางไหน สมัย

นี้ที่มีปัญหาเพราะรักได้ แต่ไม่มีสมอง ไม่ใช้ปัญญา ใช้แต่ความหลง หลงว่ารัก หลงว่าดี จนรักทำให้

ตาบอด หลับไปกับความฝัน ลมๆ แล้งๆ แต่กว่าจะมีใครเอาไม้มาเขี่ยปลุก ก็ตื่นสาย น้ำลายยือเปียก

ไปครึ่งหมอน

เรามักพูดว่า ความรักไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล ใช้เพียงอารมณ์ ความรู้สึก และสัญชาตญาณ

เท่านั้น แต่เพราะอารมณ์ไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เราเลือกผิด ที่ทำให้ต้องมานั่งน้ำตาเช็ดหัวเข่า ที่ทำให้คิด

ฆ่าตัวตาย แต่หากเราใช้ปัญญาประกอบ คือ สามารถพิจารณาได้ว่า อะไรดี อะไรควร เพื่อไม่ให้หลง

ไปกับรักลวงอย่างเต็มตัวจนกู่ไม่กลับ

สุดท้ายแล้วไม่ว่ารักจะเป็นอย่างไร หรือ รักเป็น เป็นอย่างไร ทุกความรักจะต้องมี เมตตา

มีความปรารถนาดีที่จะมอบสิ่งดี ความรู้สึกดี ความหวังดี ให้แก่ผู้ที่เรารัก ไม่ว่าผู้นั้นจะเป็นใคร หรือ

มีความรักในฐานะใดก็ตาม หากสมหวัง ความเมตตาในความรักนั้น จะทำให้เรารักษาและดำเนินรักที่

เป็นสุข แต่หากผิดหวังความเมตตาที่ได้รัก ก็จะทำให้เรายินดีกับรักอย่างเป็นสุขเช่นกัน…เจริญพร

ขำ ๆ

22 เหตุผล ควรดีใจเมื่อใกล้ 30 (นำมาจากเว็บ teenee) ขำขำ

1. เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง จะพูดจะคิด จะรู้สึก "ก็ฉันเป็นอย่างนี้นะ " เธอไม่ชอบก็เรื่องของเธอสิ อาการแบบนี้จะเกิดขึ้นเสมอ ๆ


2.อารมณ์ฮอตระอุไม่รู้มาจากไหน แค่เห็นรูป หนุ่ม ๆ กล้ามงาม ๆ ตาอ้อน ๆ ก็หวิวไปทั่วร่างแล้ว ยืนยันว่าวัยเลขสองไม่เป็นแน่นอน



3.เริ่มเก็บเงินซื้อรถ และเลยไปถึงซื้อบ้าน



4.หนุ่ม ๆ เกือบทั้งนั้นอยากเดทกับคุณเพราะเขาบอกว่า "คุณคุยได้ทุกเรื่อง"



5.ก็ในเมื่อมันเลยเลขสามมาแล้ว ทำไมจะต้องกลัวว่า "ฉันจะได้แต่งงานมั้ยเนี่ย " อีกล่ะ ความคิดคุณจะเปลี่ยนเป็น แต่งก็ได้ ไม่แต่งก็ได้แล้วกัน

6.คุณจะเป็นคนดีขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเรื่องไม่ดี มันทำมาหมดแล้ว



7.สามารถไปเที่ยวต่างจังหวัดค้างคืน กับแฟนได้โดยไม่ต้องโกหกแม่ ถ้าแม่ว่า คุณจะจบลงด้วยประโยคว่า"หนูสามสิบแล้วนะแม่ " แล้วก็เดินเข้าห้องไปเก็บกระเป๋า



8.เปลี่ยนจากดูหนังช็อปปิ้งวันเสาร์-อาทิตย์กับเพื่อนสาว เปลี่ยนเป็น เราไปทำบุญ 9 วัดกันเถอะเธอ



9.กีฬาโหด ๆ บ้าคลั่ง ๆ ที่คุณไม่เคยกล้าทำ อย่างขี่เจ็ทสกี ปีหน้าผา…มา! ฉันจะทำให้หมดเลย! ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้วนี่!



10. สิวที่เคยขึ้นในวัยยี่สิบ มันหายไปจริง ๆ คุณหน้าเกลี้ยงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

11.เริ่มอัพเกรดตัวเอง  จากเที่ยวพัทยา หัวหิน มาเป็น มัลดีฟส์บ้าง ฮ่องกงบ้างล่ะ



12.ประโยคฮิตติดปากคุณจาก "ทำไมถึงทำอย่างนั้นกับฉัน " จะเปลี่ยนเป็น " ก็เรื่องของเธอแล้วกัน"



13.ผู้ชายคนนั้นที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง งี่เง่า และไม่เคยซื้อของดี ๆ ให้คุณเลย คุณยัง "ทน "คบได้…ก็เขาก็เป็นอย่างนี้ของเขาแหล่ะ



14.ขี้เกียจ… เข้าใจ… และปลง เป็นทางออกที่ดีที่สุด



15.ไม่มีใครในโลกนี้โกหกคุณได้อีกแล้ว คติของคุณคือ "ความขัดเจน" จะมาต้องประดิษฐ์หาข้ออ้างโกหกโน่นนี่หาพระแสงอะไรไม่ทราบ

16.เอายังไงก็เอา ไม่คบก็ไม่เป็นไร คบก็คบกันแล้วดี ๆ ต่อกัน ถ้าจะไม่ดีกับฉัน ก็ไป ไม่ต้องมาคบ
คือสโลแกนประจำใจเวลาหนุ่มคนไหนดูท่าว่าเหมือนจะอยากมีความสัมพันธ์กับคุณ




17.ขนาดปารีส ฮิลตันที่ผู้หญิงทั้งโลกหมั่นไส ้ แต่เมื่อเข้าเลขสามคุณจะมองเธออย่างสงสารแทน โถๆๆๆๆๆ



หนูจ๋า เหนื่อยไหมนั่นน่ะ..



18. เปลี่ยนจากซื้อสร้อย ลูกปัดพลาสติก เป็นสร้องทองคำของจริง!



19.เปลี่ยนจากรูดหมูปิ้ง ข้าวเหนี่ยวมื้อเช้า เป็น แครอทสดกับน้ำมะเขือเทศ!



20.คุณหัวเราเสียงดังกระจาย ในร้านอาหารกับเพื่อนสาวได้อย่างไม่สนใคร จะมีแค่คนหันมาองคุณแล้วนึก



เอ็นดูว่า ดูสิผู้หญิงเหล่านี้เขามีความสุขจังเลยนะ



21.อาชีพการงา นของคุณรุ่งล้ำเกินชาย



22.จากเด็กสาวค้นหาตัวเอง คุณกลายมาเป็นสาวฉลาดไม่ต้องพึ่งใคร

ไม่ต้องเรียนก็รวยได้เนอะ (จริงเหรอ)

เมื่อเช้านั่งดูรายการทีวีเกี่ยวกับโฮสต์ (หนุ่มนั่งดริงก์กับสาว ๆ) ขออารัมภบทเกี่ยวกับโฮสต์ซะหน่อยนะ โฮสต์เนี่ยเปรียบเสมือนที่คลายความเหงาของสาวตั้งเเต่วัยกระเตาะยันสาวรุ่นดึก   โดยที่สาวเหล่านี้ต้องกระเป๋าหนัก  เพราะมาจ้างโฮสต์เหล่านี้นั่งดื่มด้วยทีก็หมดไปหลาย  มีสาวนางนึงมาเลี้ยงวันเกิด เจอคารมโฮสต์เข้าไป  รูดปรื้ด ๆ บิลออกมาคืนนั้นเเสนกว่าบาทไทย (กลับไปท่าทางจะโดนสามี….)

โฮสต์จะเเต่งตัวด้วยสูทสีดำ  เวลาออกทำงานก็เย็น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเพ่งหน้าตาของเหล่าโฮสต์ดี ๆ ก็จะพบว่าหล่อยามกลางคืนจริง ๆ เท่าที่สังเกตุส่วนมากก็จะมายืนตามข้างถนนเเหล่งคนเดิน  คอยเรียกเเขก  บางคนเกิดมาบุญวาสนาดีก็มีขาประจำเรียกว่าเเทบไม่ต้องทำอะไรมากก็ได้เเขกมาง่าย ๆ  ผิดกับบางคนไม่มีเเขก  ถึงขั้นเรียกเเขกผู้ชาย  ประมาณว่าถ้าหลงมาก็รับหมด

รายการเมื่อเช้าเล่าถึงโฮสต์ชายคนนึง  หน้าตาออกแนวพระเอกลิเก  หุ่นอ้อนแอ้น  เเต่เป็นนัมเบอร์วันของร้าน  รายการก็ตีเเผ่ประมาณว่าเป็นโฮสต์เนี่ยได้เงินเยอะนะ  ไม่ต้องทำไรมาก  เเค่คุยเป็นเพื่อนกับลูกค้าก็ได้เดือนละ 600000 บาทไทย (ตอนนั้นเรากรี๊ดดดดดเลยอ่ะ  ชั้นเรียนจบเนี่ยยังไม่ได้เศษขี้เล็บของโฮสต์เลย)  เเถมวันเกิดยังมีสาวรุ่นเเม่ซื้อจี้ฝังเพชรมาฝากอ่ะ 

เราเลยพลันนึกย้อนถึงความหลัง  ไปกินเลี้ยงที่บ้านโปรเฟสเซอร์ท่านนึง  ด้วยอาการอยากรวยจัดเลยถามอาจารย์ไปว่า ทำไงดีหนูจะรวย  อาจารย์หันมามองนิดนึงก่อนตอบว่า ไปเป็นสาวนั่งดริงค์ซิจ๊ะหนู ตอนนั้นเราก็เเกล้งทำทีเป็นสนใจในงานที่อาจารย์เสนอ  เเต่โดนรุ่นพี่ขัดซะก่อน เลยโดนเลิกล้มความตั้งใจซะ

เเต่ชีวิตของการทำอาชีพเเบบนี้ก็ไม่สบายเสมอไป เคยดูรายการทีวีเกี่ยวกับความบอบช้ำของสาวนางนึงที่ทำอาชีพสาวนั่งดริงก์เเล้วไม่รุ่ง  โดนเเขกเอาน้ำราดหัว  ไม่รู้ว่าชีพูดไม่ถูกใจหรือว่าสวยไม่เข้าตา  เจอแบบนี้เข้าไปก็ถึงกับอึ้ง เพราะไม่ใช่เเค่หนเดียว  เธอเล่าว่าเจอเเขกเอาบุหรี่จี้ที่ตัวก็เคยมาเเล้ว จะโวยวายก็ไม่ได้เพราะเป็นเเขก ต้องหนีไปร้องไห้หลังร้าน  สุดท้ายเธอก็เลยเลิกอาชีพนี้

ปัจฉิมลิขิต

ตอนนี้ภาวนาอย่าให้อาจารย์รักเราไปมากกว่านี้เลยนะคะ  รักน้อย ๆ หน่อยก็ได้ จะได้รีบไล่กลับบ้านเร็ว ตอนนี้เพื่อน ๆ เค้าเเต่งงานกันไปหมดเเล้ว

ท่าทางเราคงเป็นรุ่นพี่คนเดียวในเเลบที่น้อง ๆ เล่นหัวได้ มีน้องปีสี่หนึ่งคนชอบมาจับก้นเรามาก (ผู้หญิง)  จนกลายเป็นการทักทายยามเช้า  วันนี้ก็เหมือนกันเรานั่งอยู่ดี ๆ เข้ามาลูบตัวเรา  เเล้วบอกเราว่า เซอร์ไพรส์  เหอ เหอ

มาเพิ่มนิดนึง กลับบ้านมาอยากจะกรี๊ด สาบานได้นะ ว่าอยู่คนเดียว

ยังไม่นับรวมที่อยู่ในกล่องอีกด้านบน (ลมจับ) การอ่าน shopaholic ก็ไม่ช่วยทำให้ชีวิตชั้นดีขึ้น

Photobucket

Jap guy, you can not meet in TH

ที่ตั้งหัวเรื่องเเบบนี้ เพราะวันนี้เราครึ้มอกครึ้มใจขอนินทาหนุ่มญี่ปุ่นซะหน่อย 

1) หนุ่มยุ่นถือกระเป๋าสานตามชายหาดมาเรียนหนังสือด้วย (ถ้ามาเดินดูกระเป๋าผู้ชายของที่นี่  จะงงว่าทำไมเเยกไม่ออกระหว่างของผู้ชายเเละผู้หญิง) 

2) อันนี้เป็นเรื่องที่น่าอับอายใจของเราเป็นที่สุด หนุ่มยุ่นเเขน ขา เอว เล็กกว่าเราอีก  เรื่องนี้ได้รับการคอนเฟิร์มจากเพื่อน (ข้อมูลเชื่อถือได้)  ว่าหนุ่มยุ่นกังวลเรื่องหุ่นของตัวเองเป็นที่สุด 

3) จากข้อด้านบนทำให้หนุ่มยุ่นชอบใส่กางเกงเเบบฟิตมาก  เรียกว่าใครใส่ได้ฟิตมาก ๆ จะดูเท่ห์มาก (จนบางคนเราคิดว่าผ่าตัดแปลงเพศมาเเล้ว เพราะอะไรคิดเอาเอง เหอ เหอ)

4) หนุ่มยุ่นโดยปกติจะมีความหลงในหน้าตาของตัวเองเกินกว่ามาตรฐาน  เรียกว่าคิดว่าตัวเองหน้าตาดีว่างั้น 

5) เรดาห์การทำงานในการจับเพศผิดปกติไปหมด  เพราะเราไม่สามารถเเยกเพศของผู้ชายที่นี่ได้อย่างชัดเจน  เพราะทุกคนดูเหมือนเกย์ไปหมด

6) ญี่ปุ่นได้รับการชื่นชมว่าเป็นประเทศเเฟชั่น  เเต่ในความคิดเรา  หนุ่มยุ่นที่นี่เน้นเเต่งตัวเยอะไว้ก่อน  เรื่องจะดูดีหรือไม่นั้นอีกเรื่อง 

7) หนุ่มยุ่นของแท้ต้องกันคิ้ว

8) หน่มยุ่นของแท้อีกเช่นกัน  จะไม่สนใจว่าเธอจะยืนห้อยโหนเป็นลิงบนรถเมล์นานขนาดไหน   คุณท่านก็จะไม่มีเเม้เเต่ชายตาเเล

9) หนุ่มยุ่นไม่ชอบอาบน้ำ (จากสถิติบางคนไม่อาบน้ำเป็นอาทิตย์ในหน้าหนาว  เเละใส่ชุดเดิมมาทุกวัน) 

10) เวลาไปกินอาหารกับหนุ่มยุ่น  คุณชายจะไม่สนใจว่าคุณจะกินได้มากน้อย  อิ่มเเค่ไหน  เพราะทุกคนมาหารเท่ากัน  ข้อนี้ทำให้เราฝึกวิทยายุทธกลืนกินไปในตัว (ไม่เคี้ยว กลืนเลย)

ไว้คิดได้เเล้วเดี๋ยวมาเขียนต่อเนอะ 

ปัจฉิมลิขิต

mp3 กลับมาใช้ได้เหมือนเดิม หลังจากเอาไปบ่มในห้องบ่มเชื้อจุลินทรีย์ เป็นเวลาเกือบสัปดาห์ (นึกขึ้นได้เดี๋ยวเช็ดแอลกอฮอล์ก่อน)

deep into your heart

ได้มีโอกาสเสวนากับเพื่อนถึงเรื่องของเพื่อนคนนึงในเเลบนึง  เพื่อนคนนี้จากที่เรามองภายนอก เธอเป็นคนน่ารักคนนึง  เวลาเจอเราก็จะทักทาย  (โดยทั่วไปธรรมชาติของคนญี่ปุ่น  โดยเฉพาะเพื่อนผู้ชาย  สามารถทำให้เรากลายเป็นอากาศธาตุยามพบเห็นโดยง่ายดาย)  ซึ่งเพื่อนคนนี้ถือว่ามนุษยสัมพันธ์ดีเลิศ  เมื่อเทียบกับระดับปกติของคนญี่ปุ่นโดยทั่วไป  เพราะเราไม่เคยได้คุยกับเธอคนนี้เป็นเรื่องเป็นราว  เจอกันก็เเค่ในชั้นเรียน  (เราจำหน้าเพื่อนผู้หญิงได้หมด  เพราะในชั้นเรียน 3 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เป็นผู้หญิง)

เรื่องมีอยู่ว่าเพื่อนคนนี้แอบชอบผู้ชายอยู่คนนึง  ด้วยความที่เธอเป็นคนไม่จัดว่าสวยในสายตาของคนญี่ปุ่น  ไม่แต่งหน้า  เเละไม่แต่งตัวตามเเบบของผู้หญิงญี่ปุ่นโดยทั่วไป  ขอท้าวความนิดนึงว่าผู้หญิงญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับการแต่งหน้ามาก  ถือว่าเป็นวัฒนธรรมเลยก็ได้ที่จะไม่เปลือยหน้าเปล่า ๆ ออกจากบ้าน  เเม้กระทั่งแฟนก็เกือบไม่เคยเห็นหน้าโล่ง ๆ ไร้เครื่องสำอางค์ของพวกเธอ   เพื่อนคนนี้จึงจัดว่าแปลกในสายตาของเพื่อนเธอด้วยกัน   เเต่สำหรับเรามองว่ามันเป็นเรื่องปกติ  ที่ทำไมเราต้องบดบังความงามตามธรรมชาติของเรา  ดีซะอีกที่เธอเปิดเผยว่าหน้าตาที่เเท้จริงของเธอเป็นยังไง   จะได้ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าเวลาหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางค์เนี่ยเป็นยังไง

เข้าเรื่องดีกว่า  ผู้ชายคนนั้นเกิดความรำคาญที่เธอมาชอบ  ทั้ง ๆ ที่เธอไม่ได้ทำอะไรเลยด้วยซ้ำ  เเค่พูดคุยด้วยเเล้วก็เเอบชำเลืองมองเป็นพัก ๆ   สุดท้ายผู้ชายคนนี้ก็เอาเธอไปนินทาลับหลังกับกลุ่มเพื่อนคนอื่น ๆ  ในทำนองว่าทำไมเธอไม่มองตัวเองบ้าง (ออกแนวส่องกระจกชะโงกดูเงา)  

เพื่อนเราก็พูดกับเราทำนองว่าคนญี่ปุ่นเค้ามองกันที่หน้าตาภายนอก  (เราก็ไม่ได้เหมารวมว่าทุกคนจะเป็นอย่างนั้นหมด อันนี้เรากล่าวถึงเฉพาะกลุ่มนี้เท่านั้น)  ถ้าคนนี้สวยทำอะไรก็ไม่ผิดหรอก ถึงแม้ว่าเธอจะทำอะไรที่น่าเกลียดมากกว่านี้ก็ดูไม่ผิด  ส่วนเพื่อนคนนี้ไม่สวย  เเค่แอบชอบก็ผิดเเล้ว  สุดท้ายเลยมาจบตรงข้อสรุปที่ได้ว่า  คนไม่สวยไม่มีสิทธิ์ที่จะรักใครเลยเหรอ  เพื่อนเราก็บอกว่าใช่  ไม่อย่างนั้นคนญี่ปุ่นบางคนเค้าจะเเต่งงานกันเพราะว่าเรื่องหน้าตาเหรอ

เราเลยเกิดความรู้สึกว่าทำไมคนเราถึงมองกันเเค่เปลือกนอก  ทำไมไม่มองลึกลงไปถึงจิตใจ  หรือว่าคนเราเริ่มสนใจเเต่เรื่องฉากหน้าที่เห็นเท่านั้น

ปัจฉิมลิขิต

1. เราเริ่มเกิดความสงสัยว่าหน้าตาเราเหมือนคนจีนมากเลยเหรอ  ทำไมมักมีคนมาส่งสำเนียงจีนกับเราบ่อย ๆ

2. เราเขียน space เพื่อบันทึกประสบการณ์  ไม่ใช่เวบหาคู่  ทำไมชอบมีคนส่ง  เเมจเสจ  มาคุยกับเราเรื่องหาคู่อยู่เรื่อย

  

 

เพื่อนกบส่ง link นี้จาก youtube มาให้ดู  ฮาดี  เป็นเกมของญี่ปุ่น เรียนภาษาอังกฤษ  โดยมีผู้ชายคนนึงคอยอ่าน passage ภาษาอังกฤษ  ฮามาก   เเล้วห้ามขำ ไม่งั้นจะโดนตี   เเนะนำให้ดูกัน  คลายเครียด


โชคดีของฉันที่ได้มาที่นี่

วันนี้ขอเขียนเรื่องดี ๆ ที่เราได้มีโอกาสมาใช้ชีวิตเเละเรียนหนังสือที่นี่  ใครที่เคยอ่านเรื่องที่เราเขียนก็คงจำได้ว่าเราเคยเขียนระบายเกี่ยวกับการมาอยู่ที่นี่ในช่วงเเรก ๆ  พอมองย้อนกลับไปตอนนั้นจนมาถึงวันนี้  ความรู้สึก  การมองโลกของเราเปลี่ยนไปเยอะ  บางครั้งการมองชีวิตในด้านดีก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขมาก  ทุกวันนี้เราพยายามทำแบบนี้ เพื่อลบความเหนื่อยล้าในเเต่ละวัน 

ข้อแรก  การมาอยู่ที่นี่สอนให้เรารู้จักความอดทน  และอดกลั้น  ในด้านความรู้สึก  อะไรควรพูด  ไม่ควรพูด 

ข้อที่สอง  เราได้เรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น ถึงเเม้ว่าทักษะของเราจะพัฒนาช้าก็ตาม  แต่อย่างน้อยการอยู่ที่นี่เป็นการกระตุ้นให้เราเรียนรู้เพื่อที่จะสื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่อง

ข้อที่สาม  การทำงานหนักไม่ใช่เรื่องผิดปกติ   เเต่เป็นวิสัยของคนที่นี่  เราได้เรียนรู้การทำงานสไตล์ของคนญี่ปุ่นว่าเป็นคนมีระเบียบวินัย  เเละตั้งใจทำงาน 

ข้อที่สี่    การตรงต่อเวลา  เป็นเรื่องที่สำคัญมาก   เวลาที่เรานัดใครเเล้วเราจำเป็นต้องมาให้ตรงเวลา  ต้องมีสัจจะต่อคำพูดของตัวเอง

 

ปัจฉิมลิขิต

เรื่องบางเรื่องที่เราไม่ควรจำก็อย่าไปจำ  จำเเต่เรื่องดี ๆ ชีวิตจะได้มีความสุข 

เคยถามตัวเองหลายครั้งว่าทำไมถึงมาอยู่ที่นี่  เราพลาดอะไรหลายสิ่งหลายอย่างนะ  เเต่ก็ตอบคำถามให้กับตัวเองทุกครั้งว่า  นี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขที่ได้มาเรียน

half blood

ช่วงนี้หันไปทางไหน  พวกลูกครึ่ง half blood ก็ดูจะได้รับความนิยม  เราเป็นคนติดตามข่าวสารโดยมากจากพันธ์ทิพย์ก็มักจะมีพวกกระทู้เกี่ยวกับ  สาวเหล่านี้อยู่เสมอ  (โดยเฉพาะกระทู้เกี่ยวกับว่าผู้หญิงอย่าหยุดสวย)

ขนาดเราอยู่ที่นี่  ไม่วายที่ half blood จากเมืองไทยจะมีกระแสแรงข้ามประเทศมาถึงญี่ปุ่น  เปิดทีวีไปเจอสาวนางหนึ่งหน้าคล้ายสาวไทยมาก  พิธีกรเเนะนำว่าเธอมาจากประเทศไทย  ทุกคนในห้องส่งก็ส่งเสียงว่า  คาวาอิ (น่ารัก)  ก่อนที่พิธีกรจะเฉลยว่าเธอเคยเป็นผู้ชายมาก่อน   เเต่ละคนก็อึ้งในความงามของสาวไทยคนนี้เป็นอย่างมาก  จนพิธีกรถามคนนึงในห้องส่งว่าจะยอมเดทกับเธอไหม   หนุ่มคนนั้นก็ไม่รีรอที่จะตอบว่า  ตกลง 

Photobucket

น้องคนนี้เค้าชื่อว่าอะไร เราก็จำไม่ได้  ส่วนคนที่ยืนอยู่ด้านขวาเป็น half blood ของญี่ปุ่น  เจ๊เค้าเคยประกวด miss อะไรซักอย่างที่เกี่ยวกับ half blood นี่เเหล่ะ  ได้ข่าวว่ามาผ่าที่ไทย

 

Photobucket

รูปตอนที่เจ๊ half blood ญี่ปุ่นประกวด  แต่เราหาเจ๊ไม่เจอ

ส่วนเรื่องที่ทำเอาเราช้ำใจมากถึงขั้นมากที่สุด  คือ   เพื่อนในเเลบบอกว่าเราสวยน้อยกว่าน้องปอย 

ปัจฉิมลิขิต

หนูแนนคะ เรื่อง love actually เนี่ยดูทีไรก็ยิ้มไม่หุบทุกทีเลยนะ  ดูทีไรมันมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก พี่ก็ชอบคู่ประธานาธิบดีเหมือนกันเลย

เธอ  เหลืออีกไม่นานเราก็จะได้เจอกันเเล้วนะ

love actually is all around

วันนี้ขอเขียนเกี่ยวกับหนังเรื่อง love actually ซะหน่อย  เรื่องนี้เป็นหนังที่เราดูกี่ทีก็ไม่มีเบื่อ  รอบนี้เป็นรอบที่เจ็ดที่เราดูเเล้วมั้งเนี่ย   เเต่รอบนี้พิเศษกว่ารอบอื่น  เพราะเราได้มีโอกาสดูเวอร์ชั่นที่ถูกตัด  คือ  เวอร์ชั่นของคู่ที่เเสดงหนังโป๊ (เข้าใจตอนนี้เเล้วว่าทำไมถึงถูกตัดออกไป) เรื่องของคู่นี้ก็เป็นอีกคู่ที่ดูแล้วน่ารักถึงแม้จะไม่ได้มีบทบาทที่สำคัญในหนัง

การได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้สึกได้เลยว่า

ความรักในบางครั้งมันก็ไม่ได้สุขสมหวังตลอดเวลา  คนเราเลือกที่จะทิ้งความรัก  เพราะต้องเผชิญกับความเป็นจริงที่เลือกไม่ได้

คนบางคนเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกของตนเอง  เมื่อรู้ว่าความรักนั้นไม่มีทางเป็นไปได้

คนบางคนเลือกที่จะรัก  เพราะใช้ใจรัก  มากกว่าเหตุผล

คนบางคนยังคงอยู่เพื่อจะรัก  แม้รู้ว่าคนคนนั้นไม่ได้รักเราอีกเเล้ว  อันนี้เราว่าเจ็บปวดใจสุด ๆ  ที่ต้องอยู่กับคนที่เรารัก  แต่ไม่ได้ความรักตอบกลับมา

คนบางคนวิ่งหาความรักโดยไม่มีจุดหมาย  เพียงเพราะหวังซักวันว่าจะได้เจอกับความรัก

ซีนนี้เป็นซีนที่เราชอบมากที่สุดในหนังเรื่องนี้ 

 

To me, you are perfect and my wasted heart will love you.

ปัจฉิมลิขิต

เวลาผ่านไปไวจริง ๆ ค่ะ พี่ภู  เพราะฉะนั้นต้องพยายามทำทุกวันให้คุ้มค่าที่สุดนะคะ  แหม่มมาอยู่นี่เเป๊บเดียวก็เกือบสองปีเเล้ว 

สำหรับเธอ  To me, you are perfect นะคะ